สุดยอดมีดโกนจากDaiso !!!!


แอดมินเบื่อมากเลยที่ซื้อมีดกรรคิ้วกรรหน้า ขนาดแพงยังไม่ถูกใจ มีวันก่อนไปDaiso เห็นเจ้านี่ มีดกรรคิ้ว รุ่นSingle Blade Razor สำหรับกรรหน้าและคิ้วโดยเฉพาะ พอลองเองแลัวบอกเลยปลื้มมาก คมกริบ ราคา60 บาท ใช้ดีหลายๆ

เดี๋ยวนี้กรรคิ้วก็เป็นที่นิยมไม่ว่าหญิงชาย เพื่อใบหน้าที่ดูมีมิติยิ่งขึ้น การใช้ตัวช่วยอุปกรณ์ที่ดีมีคุณภาพ ก็สำคัญ อยากดูดีธรรมชาติ ก็เอาแบบสูตรโบราณสืบสานกันมาแบบนี้นะคะทกรรคิ้วกรรหน้า เพื่อความไบร์ทของชีวิต

อัพเดทเทรน เกรดเล็กเกร็ดน้อยกันได้ใหม่กับBeauty No Secret ความสวยความงามที่ไม่มีความลับเปิดเผยกันแบไม่กั๊กกันได้ที่นี่

ให้มีบทความดีๆก็ส่งกันมาติดตามกันได้ที่เฟสบุค

Www.facebook.com/BeautyNoSecret

BeautyNoSecret.wordpress.com

รู้จักวิธีดื่มให้ได้ประสิทธิภาพ! จะดื่มๆไปงั้นไม่ได้นะ

 “ชา” เป็นเครื่องดื่มที่มีมาช้านานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วงแล้ว ยังสามารถช่วยต้านโรคได้อีกด้วย เช่น ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของร่างกาย ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทร์ในลำไส้ ป้องกันตับจากสารพิษและโรคอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เพราะชามีองค์ประกอบสำคัญ ที่เรียกว่า “แทนนิน” หรือ “ทีโพลีฟีนอล” (Tea Polyphenols) ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่อาจมีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างกันออกไป 

 

สาร “แทนนิน” ในใบชาสดหรือชาเขียว ที่ฤทธิ์ทางยาที่สำคัญ ได้แก่ สารกลุ่ม “คาเทคซินส์” (Catechins) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านโรคภัยหลายประเภท หากดื่มเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม สารสำคัญในใบชามักสลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน 

 

คำแนะนำเกี่ยวกับการดื่มชา

 

1.สำหรับผู้ที่นิยมจิบชาร้อน สารสำคัญที่เป็นประโยชน์อย่าง “คาเทคซินส์” จะถูกความร้อนทำลายไปเกือบทั้งหมด คงเหลืออยู่เพียงความหอมและรศชาติของชาเท่านั้น แต่หากต้องการได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังคงอยากจิบชาร้อน ขอแนะนำให้หันไปดื่มน้ำชาเข้มข้น แบบเดียวกับที่คนจีนแต้จิ๋วนิยมดื่มชาจีนรสเข้มข้นในถ้วยชาใบจิ๋ว คล้ายกับการดื่มกาแฟเอ็กซ์เพรสโซ่ เพราะความเข้มข้นของใบชา จะทำให้มีสารคาเทคซินส์เข้มข้นตามไปด้วย และแม้ว่าจะสลายจากความร้อนไปบางส่วน แต่จะยังเหลือบางส่วนไว้อยู่ พอที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ 

 

2.ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเชียวต้องผ่านการต้มหรือทำให้ร้อน ในขบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนบรรจุลงขวด ปริมาณสารสำคัญจะถูกทำลายไปเช่นกัน 

 

3.การดื่มชาไม่ว่าจะแบบร้อนหรือเย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมข้นหวาน นมสดหรือนมผง เพราะโปรตีนในน้ำนมจะไปจับเข้ากับสารสำคัญในใบชาและทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 

 

4.ผู้ที่ทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาขณะทานยา เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ ทำให้ไม่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ ส่วนการดื่มน้ำชาขณะรับประทานอาหารนั้น แร่ธาตต่างๆ จากผักใบเขียวหรือผลไม้จะถูกสารสำคัญจับไว้ จนดูดซึมเข้าไปในร่างกายไม่ได้เหมือนกัน 

 

5.โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกียวกัยสารเทนนิน ซึ่งจะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้น จึงมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือว่าชาร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร

 

6.ใบชายังมีองค์ประกอบให้โทษต่อร่างกาย ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ คือ ชามีองค์ประกอบของฟลูออไรด์ในปริมาณสูงและสูงกว่าปริมาณที่มีอยู่ในน้ำประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวัน จะทำให้เกิดการสะสมมีผลให้ไตวาย เกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน โรคข้อ และโรคเกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มชามากเป็นประจำ คงไม่ต้องกังวล 

 

7.ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อร่างกาย คือ สารที่ชื่อว่า “ออกซาเรท” (Oxalate) แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่น้อย แต่หากชอบดื่มชามากๆ เป็นประจำ จะมีการสะสมสารออกซาเรทในร่างกายได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทำลายไต

 

8.ใบชามี “สารเคเฟอีน” ในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชานั้น สารแทนนินจะป้องกันหรือลดการดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมาก 

 

ชากับสปา

 

การดื่มชามีทั้งโทษและประโยชน์แก่ร่างกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณและความถี่ในการบริโภค ถ้ามากเกินไปอาจเป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่นิยมนำสารสกัดจากชาเขียวไปทำสปา โดยการน้ำไปมาส์กหน้าและร่างกายนั้น ควรนำไปผสมกับน้ำเย็นและไม่ควรน้ำไปผสมกับน้ำนม เพราะจะเป็นการทำลายคุณค่าของชา 

ที่มา นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” ฉบับที่ 98 เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล By BeautyNoSecret.wordpress.com

แบบสีผมเก๋ๆ ไม่ให้ดูแย่!!!

ทำสีผมทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าจำทำทั้งทีก็ต้องคิดว่าแบบไหนดี แถมทำขึ้นมาไม่ชอบก็ผมเสียอีก  ทำทั้งทีก็ต้องเลือกแบบที่ชอบ

ขอแนะนำแบบทำสีเดียวหรือ ที่ไม่ต้องทำทั้งศรีษะสวยเก๋ ไม่น่าเบื่ออีกด้วย แล้วลองไปหามาทำกันดูนะคะ

                

                

 

 

    

 

โดย BeautyNoSecret.wordpress.com 

Www.facebook.com/beautynosecretpage

 

 

ขอแนะนำแวกซ์สีผมจากTOTI  ผมไม่เสียทำคู่อบไอน้ำได้ราคาถูก

Www.facebook.com/totihairspa

สาวๆร้อนนี้แต่งเท่ห์ต้องด้วยยีนส์ขาสั้น!!!

ในสายตาแอดมินแล้ว summerร้อนๆ อยากจะเท่ห์เก๋ เซ็กซี่หรือน่ารัก ก็ต้องนึกถึงยีนส์ขาสั้น เพราะยีนส์จะขาใหญ่ขาเล็กใส่ยังไงก็ดูดี หากแต่เราอาจจะต้องมีการเลือกความยาวให้เหมาะกับเราหน่อย ใครที่ท่อนขาดูใหญ่ก็อาจต้องใส่ยาวนิด ส่วนใครจาเล็กเกินไปจะใส่กว้างก็ดูไม่สมส่วนอีก 

  

ส่วนคนขามีลายริ้วรอยก็อาจจะเสริมโดยการใส่ถุงน่องเสริม หรือให้ดูเก๋ถุงน่องก็อาจจะมีลายหรือดูขาดๆบ้างเพื่อเพิ่มความเทห์

  

จะเท่ห์มากเท่ห์น้อย หรือต้องการเน้นให้น่ารัก เซ็กซี่ หรือดูทางการหน่อยก็ย่อมทำได้จากการเลือกจุดอื่นเป็นสำคัญไม่ว่าจะโทนสี ความเรียบร้อยเก็บมุม การเลือกเสื้อ ผม ที่อุปกรณ์เสริมอื่นมาผสมผสนกัน

ยังไงซะยีนส์ขาสั้นถือว่าเป็นอมตะแฟชั่น ที่จะหยิบมาเป็นชุดเก่งของคุณแอดมินเลือกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง พอหอมปากหอมคอ กระตุ้นต่อมอยาก มียีนเท่ห์ ก็ต้องใสใจผม หน้า. เสื้อและรองเท้าด้วยนะคะ เพราะถ้าแมทดูมันได้คนละอารมณ์เลยทีเดียว บางคนใสทีเหมือนแม่บ้านไปเลย

   

                

โดย BeautyNoSecret.wordpress.com

ครีมกันแดดใช้ยังไงให้ถูกต้องที่สุด!!!

  

ประโยชน์ของครีมกันแดด

          ช่วยปกป้องการทำลายเซลล์ผิวหนัง จากรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง และยังทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง ในคนเอเชียโอกาสที่จะเกิดมะเร็วผิวหนังมีไม่มากนัก ดังนั้นการใช้ครีมกันแดด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน การเกิดจุดด่างดำบนผิวหนังมากกว่า 

ประเภทของครีมกันแดด
          ครีมกันแดดมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้คือ
          1. Chemical Sunscreen
          เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพัก สารเคมีเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพ นั่นคือสาเหตุที่เราจึงต้องทาครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีปริมาณมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย 
          2. Physical Sunscreen
          เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสาร ที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก แต่มีข้อด้อยคือ ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังชั้นบน เพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย
          3. แบบผสม Chemical-Physical Sunscreen

          เป็นการเสริมข้อดี ลดข้อด้อยในแต่ละส่วน นั่นคือ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากสารประเภทสารเคมี และลดความขาวเมื่อทาครีม และเสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน


ส่วนผสมในครีมกันแดด สามารถแบ่งตามสารออกฤทธิ์ได้ดังนี้
          1. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Sulisobenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxoryl sx
          2. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ปัองกัน UVB ไ้ด้แก่ Aminobenzoic acid (PABA), Homosalate, Cinoxate, Octyl methoxycinnamate, Octyl salicylate, Padimate O, Phenylbenzimidazole sulfonic acid, Trolamine salicylate, Methyl anthralinate
          3. สารออกฤทธิ์กลุ่ม Physical เป็นสารกันแดดที่สะท้อนแสงที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc Oxide


วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด
  

          ในแสงแดดมีรังสีอยู่หลายชนิด ที่รู้จักกันดีก็คือ อุลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งรังสีนี้จะถูกดูดซับโดยชั้นโอโซน มีแค่ UVAและ UVB ที่ลงมาถึงพื้นโลก ซึ่งรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้มีผลต่อผิวหนังโดยเฉพาะ UVA มีผลทำให้เกิด กระ ฝ้า เหี่ยว แก่ก่อนวัย UVB มีผลทำให้เกิดการ แดง แสบ ไหม้ ของผิวหนัง และรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายโปรตีนพันธุกรรมทำให้เกิดเนื้องอกผิวหนังได้

          วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด
          1. SPF (Sun Protective Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ป้องกัน UVB ได้กี่เท่าส่วน UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน ปัจจุบันนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + ปกติคนไทยมีผิวคล้ำซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้น SPF มากกว่า 15 และ PA++ ขึ้นไป ก็เพียงพอ 

          2. ดูที่กิจกรรม ถ้าออกกำลังกลางแจ้ง มีเหงื่อ ว่ายน้ำ ทำงานกลางแดด ต้องใช้ SPF ที่สูงขึ้นและเลือกประเภทที่กันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance)

  

          3. ปริมาณ ควรใช้ปริมานที่ไม่น้อยเกินไป เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยากันทำให้ลดคุณภาพลงไป
          4. จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน ก็สำคัญ ถ้าอยู่ในออฟฟิศ ห้องแอร์ วันละครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องทำงานกลางแดด โดนลม อาจจะทาเติม ถ้าว่ายน้ำต้องทาทุก 2-3 ชั่วโมง
          5. ทาแล้วก็ต้องเลี่ยงแดดด้วย ใส่แว่น ใส่หมวก เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้กันได้ 100 %
          6. ยี่ห้อ ราคา ไม่สำคัญ ขอให้มีคุณสมบัติครบ ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง เช่น คัน ผื่น
          7. อาหาร อย่าลืมทานอาหารที่มีความสามารถ กำจัดอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน เกลือแร่ ในผักทุกชนิด และผลไม้ด้วย



วิธีเลือกใช้ครีมกันแดด

          สำหรับคนเอเชีย เช่น คนไทย ซึ่งไม่นิยมผิวคล้ำ และการอาบแดด การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9.00-15.00 น., สวมเสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด, แว่นกันแดด, หมวกปีกกว้าง, หรือกางร่มเสมอ แต่ในกรณีที่ทำงาน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง, เด็ก หรือการท่องเที่ยวทางน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้ยากันแดด ควรเลือกดังนี้
          1. ที่มีค่า SPF สูงกว่า 15 
          2. มีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น Oxybenzone + TiO2 หรือ Parsol 1789 + ZnO เป็นต้น 
          3. กันน้ำได้ ( water resistance, หรือ water proof) 
          4. มีการทดลองว่า ไม่สลายจากแสง (photo stable) 

          ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาที ก่อนอยู่กลางแดด และอาจทาซ้ำทุก 15 นาที หลังจากทาครั้งแรก หรือทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำ หรืออยู่กลางแดดจัด เนื่องจากการทายากันแดดซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดด ได้อีก 2-3 เท่า เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักทายากันแดดในปริมาณน้อยกว่าที่ควร
          สำหรับการใช้ยากันแดด ประจำวัน ในผู้ที่ทำงานในร่ม และใช้เวลานอกอาคาร หรือรถยนต์ เฉพาะช่วงเช้า ก่อน 9 นาฬิกา และหลังจาก 15 นาฬิกา อาจไม่มีความจำเป็น เนื่องจากแสง UVB, UVA สามารถผ่านกระจกรถ ที่ติดฟิล์มกรองแสง ได้น้อยกว่า 5% และแสง UV ในช่วงเวลาเช้าตรู่ และเย็น มีปริมาณน้อย



วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด

          ให้ทาครีมกันแดดบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามคนบางประเภท (delay sensitivity) จะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ ดังนั้นจึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริงๆ 

          ครีมกันแดดที่กันน้ำได้ เลือกที่มีส่วนผสมของ Silicone หรือระบุในฉลากว่ากันน้ำได้ มีวิธีการทดสอบด้วยตนเองโดยทาครีมให้ทั่วแขนแล้วจุ่มแขนลงน้ำแล้วยกแขนขึ้นมา น้ำจะไหลลงจากแขนไปหมด โดยไม่มีน้ำเกาะติดกับผิวเหมือนที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด 


เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับผิว 

          ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับผิวของตนเองเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะผิวแต่ละชนิดเหมาะกับครีมกันแดดแตกต่างกัน 
          – ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวบางมาก เกิดผิวไหม้ง่ายมากหลังสัมผัสกับแสงแดด จึงจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ (SPF 45-60) 
          – ผิวขาวอมชมพูในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บอบบางมาก เกิดผิวไหม้ได้ไว เกิดผิวสีแทนได้ ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45) 
          – ผิวขาวเหลืองในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้างจึงสามารถทนต่อแสงแดด การเกิดผิวหนังร้อนแดงได้ช้ากว่าผิว 2 ชนิดแรก ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30) 
          – ผิวคล้ำ มีเมลานินสูง ผิวสีน้ำตาลไม่เกิดการไหม้ ไม่เกิดสีแทน ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำ (SPF 15)
SPF ค่าสูงป้องกันได้นานกว่า ไม่ใช่ป้องกันได้ดีกว่า 

          ความเป็นจริงแล้วค่า SPF (Sun Protection Factor) บ่งบอกถึงระดับความยาวนานของการป้องกันแสงแดดโดยไม่ทำให้ผิวร้อนแดง โดยค่าสูงสามารถปกป้องได้ยาวนานกว่าค่าต่ำ ทำให้ไม่ต้องทาครีมบ่อย 

          สำหรับผู้ผิวขาวชนิดที่ 1-3
          – ครีมกันแดดที่มี SPF 15 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (15 x 5) = 75 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 15 นาที
          – ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (30 x 5) = 150 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 30 นาที
          – ครีมกันแดดที่มี SPF 60 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (60 x 5) = 300 นาที หรือ 5 ชั่วโมง 
          สำหรับผู้มีผิวคล้ำ ชนิดที่ 4
          – ครีมกันแดดที่มี SPF 15 มีระยะเวลาที่ทำให้ผิวร้อนแดง(15 x 15) = 225 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 45 นาที
          – ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (30 x 15) = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 30 นาที

          – ครีมกันแดดที่มี SPF 60 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (60 x 15) = 900 นาที หรือ 15 ชั่วโมง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://guru.sanook.com/4063/

Blog โดย: BeautyNoSecret.wordpress.com

www.facebook.com/beautywhitepage

กันแดดสูตรน้ำ จาก Beauty White Vampire ดตลิ๊กเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม

เบื่อไหม”สิว” ชอบขึ้นตอนจะมีประจำเดือน!!!!! ครีมที่เคยใช้ก็อยู่ๆใช้ไม่ดีขึ้นมา…ป้องกันได้

สิวก่อนมีประจำเดือนและระหว่างมีถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ

ผู้หญิงเราแทบทุกเดือนเจอปัญหานี้หนำซ้ำบางทีกว่าจะหายก็ประจำเดือนมาอีกละเลนสะสมซะจนเต็มหน้าไปหมด มาทั้งวงศ์ตระกูลแถมทิ้งรอยแผลไว้กวนใจขัดใจจริง

  
งั้นเรามาป้องกันกันเถอะ!!!!

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าก่อนที่มีประจำเดือนหรือระหว่างมีนั้น ฮอโมนมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการผลิตฮอโมนเพศชายมากขึ้นกว่าปกติ หน้าจะมันมากกว่าปกติแถมสั่งให้รูขุมขนเราหดตัว ก็เกิดการอุดตันใต้ผิวหนังจนเกิดสิว

ดังนั้นช่วงก่อนมีประจำเดือน4-5วันไม่ควรทานของหวานที่จะช่วยกระตุ้นฮอโมนและไม่ควรทานที่มีส่วนกระตุ้นการเกินสิวอื่นๆ ซึ่งข้อนี้จะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล

  

ข้อควรปฎิบัติ

  1. ควรหยุดใช้ครีมบำรุงบางตัวที่มีส่วนผสมทำให้หน้าขาว หรือที่มีมอยซ์เจอร์สูง ที่จะทำให้ยิ่งหน้ามัน
  2. ใช้เจลล้างหน้าอ่อนๆที่มีส่วนผสมalicyclics acid เน้นการทำความสะอาดเป็นหลัก
  3. งดทำทรีทเมนท์หน้า มาสกหน้า หรือทาส่วนผสมบำรุงเข้มข้น เพราะจะยิ่งช่วยกระตุ้นน้ำมัน หรือยิ่งอุดตัน
  4. งดอาหารที่ทำให้เกิดสิว เช่นอาหารทะเล ของหวาน ของทอด ของเผ็ด ให้เน้นทานอาหารอ่อนๆ ปลาผัก คลีนฟู๊ด     
  5. อาจทานยาหยุดฮอโมนกรณีที่เป็นหนักมาก สำหรับสาวๆที่ยังไมถึงเวลาที่ต้องการมีบุตร แต่ถ้าไม่เป็นมากก็ไม่ควรใช้ข้อนี้ และไม่ควรซื้อมาทานเอง ควรปลึกษาแพทย์เพราะยามีหลายแบรนหลายสูตร ซึ่งเหมาะสมแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล

ส่วนผู้ชายก็มีบางช่วงที่มีการผลิตฮอโมนผิดปกติสังเกตุจากหน้ามันผิดจากปกติก็อาจใช้แนวทางปฎิบัติตามนี้ได้เช่นกัน

By: BeautyNoSecret

วิธีทำให้ลิปสติกติดทั้งวันแบบจูบไม่ลดเลือน



หมดปัญหาลิปสีหลุดต้องเติมบ่อยๆ ทำให้ไม่มั่นใจจะทานไรทีก็ต้องเผยอปาก มันก็ดูไม่งาม เลยมาแนะนำวิธีการทาลิปให้ติดทนกัน

  • ขั้นตอนแรกก็ต้องทำความสะอาดจะขัดเบาๆเพื่อให้เนียนเรียบ
  • ตามด้วยทาบำรุงริมฝีปาก
  • ใช้รองพื้นตบเบาๆให้ทั่ว
  • ใช้คอนซีลเลอร์ชนิดดินสอ เขียนขอบปากเพือให้ดูอวบอิ่มลดริมฝีปากดำคล้ำ
  • เขียนขอบปากด้วยสีที่ต้ิงการ
  • ทาลิปสีชนิดที่มีส่วนผสมเข้มข้น ลากตรงกลางก่อน
  • ตามด้วยทาให้ทั่ว
  • วางทิชชู่ทาบริมฝีปาก ลูปตบเบาๆเพื่อให้เม็ดสีแแนบแน่น
  • ทาลิปซ้ำอีกรอบ

ทีนี้ก็หมดกังวนสีหลุดสีไมาเรียบไม่เสมอแล้วนะคะยังไงลองทำดูคะ